ไม่มีหมวดหมู่

รีวิว 007 No time no Die

รีวิว 007 No time no Die เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่บอกได้เลย ว่าไม่ควรพลาดสำหรับการติดตามกันอย่างมากเลยทีเดียว ที่มาจากนักแสดงนำอย่าง Daniel Craig นี่จะเป็นการรับบทครั้งสุดท้ายของเขานั่นเองโดยเจมส์บอลที่มีเอกลักษณ์ตาสีฟ้า และผมสีบลอนด์พร้อมด้วยสกอร์ประกอบภาพยนตร์ สุดที่ยิ่งใหญ่โดย  ‘ฮานส์ ซิมเมอร์’ (Hans Zimmer) ที่ยังคงทรงพลังในทุกสกอร์ในทุก ๆ ฉากแบบไม่มีผิดหวัง สำหรับการถ่ายทอดภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าถึงเจมส์บอล

ที่ได้ทำการวางมือจากการเป็นนักสืบไป แล้วและเขาได้กลับไปใช้ชีวิตอยู่ ที่จาไมก้าพร้อมกับคนรักอย่าง ‘ดร. เมเดอลีน’ จากภาคที่แล้วที่ในภาคนี้ คุณจะได้เห็นความสัมพันธ์ของคำพูดแบบที่ชัดเจน มากยิ่งขึ้นแต่สายรับ James Bond กับดอกเตอร์ที่กำลังพักผ่อนอยู่ที่อิตาลีอยู่ไม่นานก็ถือได้ว่าต้องได้พบกับ  เพราะ ‘เฟลิกซ์ เลเตอร์’ (Jeffrey Wright) เพื่อนเก่าจากหน่วยซีไอเอ มาขอให้เขาไปช่วยตามหานักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ที่ถูกลักพาตัวไปพัฒนาอาวุธเชื้อโรคร้ายแรง 

“โปรเจกต์ เฮราคลีส” (Project Heracles) ที่ ‘ซาฟิน’ (Rami Malek) เป็นเจ้าของ และในขณะเดียวกันเขาก็ต้องทำการแก้ปัญหาหัวใจ ไปด้วยเมื่อเขาพบว่าแฟนของเขานั้น มีความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่แถมเมื่อกลับมารับหน้า ที่ก็ยังโดนโนมิสายลับสาวรุ่นใหม่ทำการแย่งรหัส 007 ไปใช้อีกนั่นเองซึ่งถือได้ว่าในฐานะนักสืบไร้รหัสเขาจะต้องกลับมาทวงบัลลังก์ การเป็นนักสืบ 007 ตัวจริงของเขาอีกครั้งหนึ่งและนอกจากนี้ในตัวเรื่องนั้น ยังทำการอธิบายในการแก้ปุ่มในใจ บางอย่างพร้อมกับการไขความลับที่ไม่เคยถูกเปิดเผยไปพร้อมๆกัน

รีวิว 007 No time no Die บทและเนื้อเรื่องของ No time no Die

บทและเนื้อเรื่องของ ได้ทำการเขียนบทขึ้น ใหม่โดยใช้แรงบันดาลใจจากนิยาย James Bond ‘เอียน เฟลมมิง’ (Ian Fleming) ซึ่ง ‘แครี โจจิ ฟุกุนากะ’ (Cary Joji Fukunaga) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกันคนแรก ของหนังเจมส์ บอนด์ ได้หยิบเอาภาค ‘คาสิโน รอแยล’ (Casino Royale) ซึ่งเป็นภาคแรกของแดเนียล เครก (และหนังสือนิยายเจมส์ บอนด์ เล่มแรก)  มาเป็นแรงบันดาลใจสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้กันนั่นเองด้วย สำหรับผู้เขียนหนังภาพยนตร์เรื่องนี้

รีวิว 007 No time no Die

เรียกได้ว่าเขาได้ทำการดึงเอาขนบหนัง James Bond กลับมาอย่างครบถ้วนอย่างมากเลยทีเดียวซึ่งคนที่ไม่ได้เป็นแฟนหนัง ก็อาจจะมองว่าเนื้อเรื่องของหนัง อาจจะมีความจำเจอยู่บ้างก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สำหรับการรับชมภาพยนตร์ในตอนนี้หลังจากที่ในภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะของ Daniel คุณจะได้เห็นการพยายามหลบเหล่านี้ อยู่บ้างในบางภาค

ก็ต้องยอมรับว่ามัน เป็นการสร้างเสน่ห์บางอย่างของแฟรนไชส์หนัง James Bond ที่ห่างหายไปพอสมควรเหมือนกัน โดยในภาคนี้ถือได้ว่าเป็นภาคที่ยาวที่สุด ในบรรดาของภาพยนตร์เรื่องนี้กันเลยทีเดียวที่จะทำให้คุณสามารถใส่ทุกอย่าง ออกมาได้อย่างสนุกแบบไม่ต้องการอะไร ให้วุ่นวายซึ่งนั่นก็ถือได้ว่าเป็นการแลกกับความจำเจ ของในหนังที่คุณอาจจะต้องเผชิญเจอนั่นเอง

ฉากแอ็คชั่นในเรื่อง

ฉากแอ็คชั่นในเรื่อง ตัวฉากแอคชั่นในเรื่องต้องบอกได้เลย ว่าใส่มาแบบเล่นใหญ่ไฟกระพริบและยังคงสร้างความดุดันแบบซาดิสนิด ๆ ตามสไตล์ของตัวเองในภาพยนตร์ อยู่นั่นเองที่จะมาครบเครื่องทั้งการใช้อาวุธและศิลปะในการป้องกันตัว และยังรวมไปถึงการรวมทีมช่วยเหลือ ของสมาชิกหน่วยเอ็ม 16 ในสไตล์หนัง James Bond ที่ไม่จำเป็นที่จะต้องให้บอลออกไปฉาย เดี่ยวจนดูเก่งเกินมนุษย์แต่ก็ยังคงมีอาวุธไฮเทคจาก ‘Q’ (Ben Whishaw) 

ที่ได้ให้พึ่งพาโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำการโชว์อุปกรณ์ แบบเพื่อพับโดยเฉพาะในรถ Aston Martin db5 ที่ผู้เขียนนั้นมองว่านี่คืออุปกรณ์ ที่ช่วยชีวิตของเจมส์บอนด์ในภาคนี้ กันเลยทีเดียวส่วนอีกอย่างนึงที่ประทับใจในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งนั่นก็คือพวกคุณทุกคนจะได้เห็นเรื่องราวดราม่า ที่ผู้กำกับใส่มาอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะในเรื่องราว ของความสัมพันธ์ของ James Bond กับแฟนของเขาก็ต่างมีปมปัญหาในใจและมีความลับซึ่งกันและกันซึ่ง Maybelline เองก็ไม่ได้น่าไว้วางใจและเจนบอลก็ยังวางเรื่องราวความเจ็บปวดในภาคเก่าๆไม่ได้ ซึ่งนั่นก็เลยกลายเป็นความสัมพันธ์ ที่เต็มไปด้วยความไม่วางใจของตัวเรื่อง

อ่านบทความอื่น ๆ : https://seefunmovie.com

ปิดความเห็น บน รีวิว 007 No time no Die